อุบัติเหตุทางรังสีที่เกิดกับโรงไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่น
เมื่อวันที่ 16-03-2011
สืบเนื่องจากอุบัติเหตุทางรังสีที่เกิดกับโรงไฟฟ้าหลายโรงในประเทศญี่ปุ่น ทำให้เกิดความตื่นตระหนกต่ออันตรายอันอาจจะเกิดต่อประชาชนทั่วไป เพื่อเป็นการให้ข้อมูลที่ถูกต้องในเรื่องของอันตรายทางรังสีดังกล่าว
1.ในขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่ามีการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีในอากาศของประเทศไทย ดังนั้นการป้องกันอันตรายรังสีในอากาศจึงยังไม่มีความจำเป็น ข้อแนะนำในขณะนี้สำหรับคนในประเทศไทย คือ ยังไม่มีความจำเป็นต้องทาน iodine supplement แต่อย่างใด ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (www.oaep.go.th) หรือของสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) (www.iaea.org)
2. การปนเปื้อนกัมมันตรังสีในอากาศมีหลายชนิด หนึ่งในจำนวนนั้นคือ ไอโอดีน 131 ( Radioactive Iodine ) ซึ่งสามารถเข้าทางลมหายใจ และจับในต่อมไธรอยด์ได้ในปริมาณของไอโอดีน 131 ที่มากพออาจก่อให้เกิดภาวะพร่องฮอร์โมนของต่อมไธรอยด์ได้ อย่างไรก็ตามปริมาณสารรังสีดังกล่าวต้องสูงมาก การป้องกันการรับรังสีนี้ (ก่อนที่จะเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง) ทำได้โดยการบริโภคไอโอดีนเสถียร (ไอโอดีน 127 ) ซึ่งก็คือไอโอดีนที่อยู่ในเกลือแกง โดยทำให้ต่อมโธรอยด์รับไอโอดีนเสถียรเต็มที่จนไม่มีที่ว่างพอให้ไอโอดีน 131 เข้าในต่อมไธรอยด์ได้ แหล่งของไอโอดีนเสถียรอื่นๆ ได้แก่ KI (Potassium Iodine) tablet, Lugol’s solution หรือ saturated KI (Potassium Iodine) โดยปริมาณที่แนะนำในผู้ใหญ่ให้ใช้ 130 mg./day ในเด็กให้ใช้ 65 mg./day และในเด็กอ่อน 30 mg./day อย่างไรก็ตามการ supplement ด้วยไอโอดีนเสถียรดังกล่าวควรทำเฉพาะในกรณีที่ได้รับการยืนยันแล้วว่ามีการปนเปื้อนหรือมีแนวโน้มอย่างสูง ว่าจะมีการปนเปื้อนอยู่จริง เนื่องจากการบริโภคไอโอดีนเสถียรในปริมาณสูงอาจก่อให้เกิดพิษได้ การใช้ยาดังกล่าวจึงควรเป็นไปอย่างระมัดระวังและเหมาะสม
3.การตรวจวัดปริมาณรังสีคงค้างในร่างกายหลังจากมีข้อต้องสงสัยว่าจะได้รับการปนเปื้อน ปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีเครื่องมือที่ใช้ตรวจวัดปริมาณรังสีคงค้างในร่างกายทั้งหมด (Whole Body Counter ) การวัดรังสีคงค้างในร่างกายที่เราสามารถทำได้ เป็นการวัดรังสีของไอโอดีน 131 ในต่อมไธรอยด์เท่านั้น ไม่สามารถคำนวนปริมาณรังสีที่ร่างกายทั้งหมดได้รับมาจริงๆ และรังสีที่ปนเปื้อนอาจมีหลายชนิด เช่น ซีเซี่ยม 137 ( Cs-137 ) และอื่นๆ ซึ่งไม่สามารถตรวจวัดทั้งร่างกายได้ด้วยเครื่องมือที่มีอยู่
4. อื่นๆ สำหรับ ข่าวที่ว่าการทาเบตาดีนที่คอ ช่วยป้องกันรังสีไม่ให้เข้าต่อม ไธรอยด์ได้นั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะ ปริมาณไอโอดีนที่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดนั้นมีจำนวนน้อยมากๆ จนไม่สามารถป้องกันการจับของสารรังสีไอโอดีนได้
ด้วยความปรารถนาดีจาก
แผนกเวชศาสตร์นิวเคลียร์ โรงพยาบาลวัฒโนสถ
อุบัติเหตุทางรังสีที่เกิดกับโรงไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่น
เมื่อวันที่ 16-03-2011
สืบเนื่องจากอุบัติเหตุทางรังสีที่เกิดกับโรงไฟฟ้าหลายโรงในประเทศญี่ปุ่น ทำให้เกิดความตื่นตระหนกต่ออันตรายอันอาจจะเกิดต่อประชาชนทั่วไป เพื่อเป็นการให้ข้อมูลที่ถูกต้องในเรื่องของอันตรายทางรังสีดังกล่าว
1.ในขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่ามีการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีในอากาศของประเทศไทย ดังนั้นการป้องกันอันตรายรังสีในอากาศจึงยังไม่มีความจำเป็น ข้อแนะนำในขณะนี้สำหรับคนในประเทศไทย คือ ยังไม่มีความจำเป็นต้องทาน iodine supplement แต่อย่างใด ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (www.oaep.go.th) หรือของสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) (www.iaea.org)
2. การปนเปื้อนกัมมันตรังสีในอากาศมีหลายชนิด หนึ่งในจำนวนนั้นคือ ไอโอดีน 131 ( Radioactive Iodine ) ซึ่งสามารถเข้าทางลมหายใจ และจับในต่อมไธรอยด์ได้ในปริมาณของไอโอดีน 131 ที่มากพออาจก่อให้เกิดภาวะพร่องฮอร์โมนของต่อมไธรอยด์ได้ อย่างไรก็ตามปริมาณสารรังสีดังกล่าวต้องสูงมาก การป้องกันการรับรังสีนี้ (ก่อนที่จะเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง) ทำได้โดยการบริโภคไอโอดีนเสถียร (ไอโอดีน 127 ) ซึ่งก็คือไอโอดีนที่อยู่ในเกลือแกง โดยทำให้ต่อมโธรอยด์รับไอโอดีนเสถียรเต็มที่จนไม่มีที่ว่างพอให้ไอโอดีน 131 เข้าในต่อมไธรอยด์ได้ แหล่งของไอโอดีนเสถียรอื่นๆ ได้แก่ KI (Potassium Iodine) tablet, Lugol’s solution หรือ saturated KI (Potassium Iodine) โดยปริมาณที่แนะนำในผู้ใหญ่ให้ใช้ 130 mg./day ในเด็กให้ใช้ 65 mg./day และในเด็กอ่อน 30 mg./day อย่างไรก็ตามการ supplement ด้วยไอโอดีนเสถียรดังกล่าวควรทำเฉพาะในกรณีที่ได้รับการยืนยันแล้วว่ามีการปนเปื้อนหรือมีแนวโน้มอย่างสูง ว่าจะมีการปนเปื้อนอยู่จริง เนื่องจากการบริโภคไอโอดีนเสถียรในปริมาณสูงอาจก่อให้เกิดพิษได้ การใช้ยาดังกล่าวจึงควรเป็นไปอย่างระมัดระวังและเหมาะสม
3.การตรวจวัดปริมาณรังสีคงค้างในร่างกายหลังจากมีข้อต้องสงสัยว่าจะได้รับการปนเปื้อน ปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีเครื่องมือที่ใช้ตรวจวัดปริมาณรังสีคงค้างในร่างกายทั้งหมด (Whole Body Counter ) การวัดรังสีคงค้างในร่างกายที่เราสามารถทำได้ เป็นการวัดรังสีของไอโอดีน 131 ในต่อมไธรอยด์เท่านั้น ไม่สามารถคำนวนปริมาณรังสีที่ร่างกายทั้งหมดได้รับมาจริงๆ และรังสีที่ปนเปื้อนอาจมีหลายชนิด เช่น ซีเซี่ยม 137 ( Cs-137 ) และอื่นๆ ซึ่งไม่สามารถตรวจวัดทั้งร่างกายได้ด้วยเครื่องมือที่มีอยู่
4. อื่นๆ สำหรับ ข่าวที่ว่าการทาเบตาดีนที่คอ ช่วยป้องกันรังสีไม่ให้เข้าต่อม ไธรอยด์ได้นั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะ ปริมาณไอโอดีนที่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดนั้นมีจำนวนน้อยมากๆ จนไม่สามารถป้องกันการจับของสารรังสีไอโอดีนได้
ด้วยความปรารถนาดีจาก
แผนกเวชศาสตร์นิวเคลียร์ โรงพยาบาลวัฒโนสถ
สืบเนื่องจากอุบัติเหตุทางรังสีที่เกิดกับโรงไฟฟ้าหลายโรงในประเทศญี่ปุ่น ทำให้เกิดความตื่นตระหนกต่ออันตรายอันอาจจะเกิดต่อประชาชนทั่วไป เพื่อเป็นการให้ข้อมูลที่ถูกต้องในเรื่องของอันตรายทางรังสีดังกล่าว
2. การปนเปื้อนกัมมันตรังสีในอากาศมีหลายชนิด หนึ่งในจำนวนนั้นคือ ไอโอดีน 131 ( Radioactive Iodine ) ซึ่งสามารถเข้าทางลมหายใจ และจับในต่อมไธรอยด์ได้ในปริมาณของไอโอดีน 131 ที่มากพออาจก่อให้เกิดภาวะพร่องฮอร์โมนของต่อมไธรอยด์ได้ อย่างไรก็ตามปริมาณสารรังสีดังกล่าวต้องสูงมาก การป้องกันการรับรังสีนี้ (ก่อนที่จะเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง) ทำได้โดยการบริโภคไอโอดีนเสถียร (ไอโอดีน 127 ) ซึ่งก็คือไอโอดีนที่อยู่ในเกลือแกง โดยทำให้ต่อมโธรอยด์รับไอโอดีนเสถียรเต็มที่จนไม่มีที่ว่างพอให้ไอโอดีน 131 เข้าในต่อมไธรอยด์ได้ แหล่งของไอโอดีนเสถียรอื่นๆ ได้แก่ KI (Potassium Iodine) tablet, Lugol’s solution หรือ saturated KI (Potassium Iodine) โดยปริมาณที่แนะนำในผู้ใหญ่ให้ใช้ 130 mg./day ในเด็กให้ใช้ 65 mg./day และในเด็กอ่อน 30 mg./day อย่างไรก็ตามการ supplement ด้วยไอโอดีนเสถียรดังกล่าวควรทำเฉพาะในกรณีที่ได้รับการยืนยันแล้วว่ามีการปนเปื้อนหรือมีแนวโน้มอย่างสูง ว่าจะมีการปนเปื้อนอยู่จริง เนื่องจากการบริโภคไอโอดีนเสถียรในปริมาณสูงอาจก่อให้เกิดพิษได้ การใช้ยาดังกล่าวจึงควรเป็นไปอย่างระมัดระวังและเหมาะสม
3.การตรวจวัดปริมาณรังสีคงค้างในร่างกายหลังจากมีข้อต้องสงสัยว่าจะได้รับการปนเปื้อน ปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีเครื่องมือที่ใช้ตรวจวัดปริมาณรังสีคงค้างในร่างกายทั้งหมด (Whole Body Counter ) การวัดรังสีคงค้างในร่างกายที่เราสามารถทำได้ เป็นการวัดรังสีของไอโอดีน 131 ในต่อมไธรอยด์เท่านั้น ไม่สามารถคำนวนปริมาณรังสีที่ร่างกายทั้งหมดได้รับมาจริงๆ และรังสีที่ปนเปื้อนอาจมีหลายชนิด เช่น ซีเซี่ยม 137 ( Cs-137 ) และอื่นๆ ซึ่งไม่สามารถตรวจวัดทั้งร่างกายได้ด้วยเครื่องมือที่มีอยู่
4. อื่นๆ สำหรับ ข่าวที่ว่าการทาเบตาดีนที่คอ ช่วยป้องกันรังสีไม่ให้เข้าต่อม ไธรอยด์ได้นั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะ ปริมาณไอโอดีนที่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดนั้นมีจำนวนน้อยมากๆ จนไม่สามารถป้องกันการจับของสารรังสีไอโอดีนได้
โทรศัพท์ 02-310-3344 หรือ 1719
หน้าแรก
แผนผังเว็บไซต์
คู่มือการใช้งาน
ติดต่อทีมผู้วิจัย

